วันนี้ผมมีคอมเมนต์เยอะมาก จากประชาชนชาวภูฏาน และชาวชาวไทยบางส่วนมาอ่านให้ฟังครับ
ซึ่งคอมเมนต์เหล่านี้ มีให้กับข่าวที่ ในหลวงและพระราชินีของเรา เสด็จเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมาครับ ซึ่งการเสด็จไปครั้งนี้ พระองค์ท่านได้ทรงขับเครื่องบินด้วยพระองค์เองด้วยครับ
โดยขับลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติพาโร ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก มีนักบินแค่ 50
คนเท่านั้น ที่รับอนุญาตให้ ขึ้น-ลง เพราะสนามบินนี้อยู่ในหุบเขาที่สูงมาก มีรันเวย์ที่สั้น
และมีลมภูเขาที่แรงตลอดเวลาด้วยครับ
จากข้อมูลนี้นะครับ ทำให้บางท่านมีคำถามว่า “ทำไมไม่ให้นักบินประจำเครื่องบินพระที่นั่ง ขับเครื่องบินถวาย
เพื่อพระองค์ท่านจะได้พักพระวรกาย ก่อนทรงงานตามหมายเสด็จพระราชดำเนินเต็มทั้งวัน
และทุกวันในการเสด็จเยือน?”
จากคำถามนี้ นายบุญญ์พัชรเกษม เสริมวัฒนากุล อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
ผู้ผลิตสารคดีเทิดพระเกียรติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Boonpachakasem Sermwatanarkul”
มีใจความบางส่วนครับว่า
“การทรงขับเครื่องบินเพื่อลงจอดหรือขึ้นบินบนสนามบินที่ได้ชื่อว่า
เป็นสนามบินที่หินที่สุดและยากที่สุดอันดับต้นของโลก
แค่มีรับสั่งอย่างฉับพลันทันใดแล้วก็ทรงประทับที่นั่งและทรงขับเครื่องบินได้ทันทีกระนั้นหรือ
เปล่าเลย..ไปถามนักบินทุกคนไม่ว่านักบินไทยหรือต่างชาติ
การจะบินลงสนามบินที่ภูฏานคงต้องซ้อมบินในห้องนักบินจำลองไม่รู้กี่สิบหรือร้อยชั่วโมงบิน
ถึงจะชำนาญและมั่นใจพร้อมจะทำการบินได้จริง
พระองค์ท่านล่ะ..ก็คงต้องทรงงานไม่ต่างจากนักบินคนอื่นๆ คงทรงตระเตรียมเส้นทางการบิน ทรงซ้อมบิน
ทรงวางแผนการบินมาอย่างดี ด้วยพระประสงค์ประการเดียว คือ
ทรงให้การตั้งพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการบินของพระองค์ครั้งนี้เป็นเสมือน #ของขวัญพิเศษ เป็นประจักษ์หลักฐานแ
ห่งมิตรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ
ระหว่างทั้งสองพระราชวงศ์และสัมพันธภาพของประชาชนชาวภูฏานและชาวไทย
สัญญะ คือ #ความตั้งพระทัย ในครั้งนี้ ทุกคนทุกฝ่ายทุกดวงใจประจักษ์ตรงกันเที่ยงแท้แน่นอนว่า
ทรงมุ่งมั่น ทรงกล้าหาญ
และทรงตั้งพระทัยพระราชทานมอบความกล้าหาญของทั้งสองพระองค์นี้ฝากไว้บนดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัย
บนแผ่นดินราชอาณาจักรภูฏานไปจนตราบนานแสนนาน”




